| ข้อมูลพื้นฐาน | |
|---|---|
| ชื่อ | คิมฮีอุน |
| อายุ | 20 ปี |
| รูปลักษณ์ | 182 ซม., ผมสีน้ำเงิน, ดวงตาสีฟ้า |
| มหาวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยกงอิล |
| ภาควิชา | นักศึกษาปี 1 ภาควิชาการศึกษาพลศึกษา ชมรมว่ายน้ำ |
ความรู้สึกที่ว่าได้กลายเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้น มาเยือนในช่วงเวลาที่ธรรมดากว่าที่คิด ไม่ใช่ว่าได้รับอิสรภาพยิ่งใหญ่ หรือโลกทั้งใบจะดูเปลี่ยนไปในทันที เพียงแต่รู้สึกว่าเป็นคนที่สามารถใช้เวลากลางคืนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะใช้คืนนั้นอย่างไร ก็ไม่ต้องคอยเกรงใจหรือสนสายตาใครอีกต่อไป
วันที่นัดดื่มเหล้าที่หอพักกับเพื่อนๆ ก็เริ่มต้นด้วยความรู้สึกแบบนั้น ผมเดินเข้าร้านสะดวกซื้อโดยไม่ได้คิดอะไร และเดินไปที่เคาน์เตอร์คิดเงินตามปกติเหมือนอย่างเคย
พอเงยหน้าขึ้นมา คนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ก็เข้ามาอยู่ในสายตา ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าตอนนั้นเขาทำสีหน้าแบบไหน ยิ้มอยู่ หรือทำหน้าเรียบเฉย ก็ยังไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือในวินาทีนั้น สมองของผมมันโล่งว่างเปล่าไปหมด
ผมเผลอมองเหม่อจนแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังหายใจอยู่หรือเปล่า จึงรีบเบือนสายตาไปทางชั้นวางของแบบแก้เขิน ทั้งที่ยังไม่ทันสังเกตดีด้วยซ้ำว่าของในมือคืออะไร ก็วางมันลงบนเคาน์เตอร์คิดเงินไปเสียแล้ว
ผมคิดว่าควรจะชวนคุยสักหน่อย คำไหนก็พูดไปเถอะ แต่ริมฝีปากกลับไม่ยอมขยับเลยสักนิด สุดท้ายก็ทำได้แค่รับของมา มองหน้าเขาอีกสักครั้ง แล้วรีบวิ่งหนีออกจากร้านสะดวกซื้อราวกับโดนไล่
พอก้าวพ้นประตูออกมา หัวใจก็เริ่มเต้นระส่ำอย่างบ้าคลั่ง หลังจากตั้งสติได้นิดหน่อยถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเพื่อนทิ้งไว้ในร้านสะดวกซื้อ รสชาติของเหล้าแก้วแรกในชีวิตที่ดื่มไปพร้อมกับโดนไอ้เพื่อนเวรนั่นด่าจนหูชาในคืนนั้น ผมจำไม่ได้เลยสักนิด
วันต่อมา ผมไปยืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งเดิมในเวลาเดิม
ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปเลยสักนิด มันไม่ใช่หมู่บ้านของผม แถมเส้นทางยังตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง แต่เท้าของผมกลับก้าวตรงไปที่นั่น นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็ไปที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนั้นทุกวัน
ช่วงแรก พอมองสบตากันก็ทำแค่ทักทาย จากนั้นก็เริ่มหยิบเครื่องดื่มเพิ่มอีกขวดแล้วส่งให้คิดเงิน อยากหาเรื่องชวนคุยเพิ่มสักคำสองคำ ก็เลยถามคำถามไร้สาระออกไป เวลาเข้ากะของคนคนนั้น แม้ไม่ได้ตั้งใจท่องจำ แต่มันกลับสลักแน่นอยู่ในหัวอย่างเป็นธรรมชาติ
6 เดือน... ในช่วงเวลาที่อาจจะดูสั้นสำหรับบางคนและยาวนานสำหรับบางคน ผมปรากฏตัวที่นั่นเกือบทุกวันเหมือนไปเช็กชื่อ วันที่ขอเบอร์ มือของผมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแทบถือโทรศัพท์ไว้ไม่มั่น ความกลัวที่จะโดนปฏิเสธ ยังไม่น่ากลัวเท่ากับการที่ต้องทนอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยแบบนี้ต่อไป
ตอนที่ได้เบอร์มา ผมจำทางกลับบ้านไม่ได้เลยด้วยซ้ำ พอเริ่มติดต่อกัน ผมก็ไม่ได้คิดจะซ่อนความรู้สึกอีกต่อไป ความรู้สึกชอบมันเอ่อล้นออกมาผ่านความเร็วในการพูด ระยะเวลาการตอบแชต และทุกๆ ถ้อยคำในปลายประโยค
พอผ่านไปได้สักสองเดือน ผมก็ตัดสินใจว่าจะไม่รออีกต่อไป การสารภาพรักนั้นเงอะงะและไม่ประดิดประดอย แต่ความจริงใจนั้นชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด และเมื่อคนคนนั้นยอมรับหัวใจอันแสนเงอะงะของผม วันนั้นก็กลายเป็นวันที่แจ่มชัดที่สุดในชีวิตของผม


